คนวัด...คนวัฒน์..
คนวัด ..คนวัฒน์..
ถ้าเราจะเรียกคนที่อาศัยอยู่ในวัด
ทำงานให้วัด คนที่เข้าไปช่วยงานของวัด หรือคนที่เข้าวัดบ่อยๆ ว่าเป็น “คนวัด” ก็ถูกนะ เพราะเข้าวัดทีไร ก็ชอบวัดคนโน้น วัดคนนี้
ทุกทีไป อย่างไรล่ะ ก็ชอบมองจับผิดชาวบ้านเขาอยู่ร่ำไปนั่นแหละ อันนี้คนวัดของแท้เลยนะ
เราเห็นก็ต้องเข้าใจเขานะ แต่คนวัดประเภทนี้ หาความสุขได้ยาก
เพราะจิตคุ้นชินอยู่กับความคิดที่เป็นอกุศล
อันทิฐิ มานะ เข้าปะทุ มันทะลุ
อกจุก เจ็บใจแสน
มองเห็นใคร ไม่เข้าตา คว้ารังแตน มาดับแค้น ถูกต่อยตี ชีช้ำใจ..
ที่จริงคนไปวัดไม่ได้ไปเพื่อมองคนอื่น
แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้เรารู้จักตนเอง มองตนเองให้มากๆ ยิ่งเห็นตนเองมากเท่าไร ยิ่งตกใจกลัว กลัวภัยในวัฏสงสาร
เพราะมันเห็นข้อบกพร่องของตนเองมากมายจนชาตินี้ก็ไม่รู้ว่า
จะแก้ไขตนเองได้อย่างไรหมด...
ดังนั้น
หากเราเข้าใจ และรู้จักที่จะมองแต่ในแง่ดีของคนอื่นเขาเสียบ้าง เข้าใจคนอื่นเขาเสียบ้างไม่ว่าเราว่าเขาต่างก็เป็นเพื่อนร่วมทาง
เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น มาวัด เพราะอะไร
ไม่ใช่เพราะมาแสวงหาทางพ้นทุกข์หรอกหรือ ทุกคนมาวัดก็หวังจะทำให้ตนเองพ้นทุกข์ทั้งนั้น
ไม่ใช่มาเพื่อแบกทุกข์กลับไปบ้าน
ถ้าเป็นอย่างนั้นมาวัดก็ไม่ถึงวัด เพราะมัวแต่ไปวัดคนอื่น
“ วัดอยู่ที่ใจ
ถ้ามาวัด แล้วถึงวัด จะไม่วัดใคร แต่จะวัดใจตนจนเป็น.... “คนวัฒน์” ”
“คนวัฒน์” ประเภทนี้มีความสุข
ต่อให้ไม่มาวัด ก็ถึงวัด เพราะรู้จักวัดใจตน เห็นตนเอง แล้วแก้ไขตนเอง
เข้าใจผู้อื่น เห็นใจผู้อื่น และอภัยให้ผู้อื่นได้ง่าย เพราะใจได้รับการพัฒนาจนสามารถยกระดับคุณภาพของใจให้สูงขึ้นได้
ใจยิ่งสูงเท่าไร ชีวิตยิ่งเรียบง่ายติดดินมากขึ้นเท่านั้น ไม่มีสูงไปกว่าใครเลย
อุปาทานทั้งนั้น ที่ทำให้เราดีกว่าเขา สูงกว่าเขา
ต่ำกว่าเขา เสมอกันกับเขา ถ้าเราเรียนรู้ที่จะไปวัด ช่วยงานวัด
แล้วทิ้งทุกอย่างไว้ที่วัด เพราะมันไม่มีอะไรในวัดที่เป็นของเรา ทำได้ไหม นั่นแหละ “จุดวัดใจ” ที่จะบ่งชี้ว่าแท้จริงแล้วเราเป็น “คนวัฒน์” หรือ “คนวัด” กันแน่
“กันต์ฤทัย”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น