“เนสัชชิก” จุดวัดใจ..ในป่าวิเวก
“เนสัชชิก” จุดวัดใจ..ในป่าวิเวก
เก็บข้อมูล...(วันที่
๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐)
ความมั่นมุ่ง..ที่พุ่งไป...ในป่าวิเวก....กับความรู้สึกที่ไม่มั่นใจในตนเองว่ากลัวหรือไม่ ถ้าต้องเผชิญกับการอยู่คนเดียวในป่าวิเวก แต่ก็คิดสมมุติว่า “กลัว” ไว้ก่อน เมื่อตั้งโจทย์ไว้เช่นนั้นจึงมีการเตรียมตัวต่อสู้กับความกลัวไว้ล่วงหน้า…
เริ่มต้นปฏิบัติพิจารณาธรรมชาติช่วงกลางวัน และบันทึกข้อมูลสร้างสัญญาระหว่างเดินจงกรม
และนั่งสมาธิว่า เออนี่หนอ...เสียงไผ่เสียดสีกันอ้อเอียดเบียดออดอี๊ดเอี๊ยด ลมพัดต้องกิ่งไม้ใบไม้ซู่ๆลู่ล้อลม
แล้วลากกรากๆวิ่งลู่ๆๆเข้ามาใกล้
บางครั้งมีจิ้งจกวิ่งก็จักดังกร๊ากกร๊ากเข้ามาคล้ายเสียงคนเดิน เสียงใบไม้ร่วมกระทบกิ่งไม้แกร๊กๆ เสียงกระดิ่งวัวดังกริ๊งกร๊างๆ ติดๆกัน อีกทั้งเสียงนกกาที่เราคุ้นชินบอกกับตัวเองว่า ตามธรรมชาติของมันเป็นเช่นนี้
แบบทดสอบ...
เมื่อสิ้นแสงพระอาทิตย์ยามค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงทอแสงสว่างลงมายังสวนป่า
แม้นมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้รอบตัว ก็ยังไม่อยากจะใส่ใจเท่าใดนัก
มันยังคงอยู่ในอารมณ์ที่ว่าจะกลัวไม่ใช่...ไม่กลัวก็ไม่เชิง
เมื่อเริ่มจุดเทียนพรรษาที่ถูกตัดแบ่งเป็นท่อน
ตั้งอยู่สุดทางหัวท้ายของทางเดินจงกรม
กับสองเท้าที่เหยียบย่ำลงสู่สภาพพื้นดินที่แข็งเป็นเนินสูงต่ำไม่เสมอกัน
แรกๆก็รู้สึกเจ็บเท้าอยู่บ้าง แต่จิตยึดเกาะอยู่กับคำบริกรรมพุทโธๆ มันโปร่งโล่งไร้การปรุงแต่ง รู้สึกเป็นอิสระ
จิตอมยิ้มและกลั้นหัวเราะเป็นสุขอยู่ภายใน แม้นมีเสียงใดมากระทบมันก็จะแผ่เมตตาเป็นอัตโนมัติ
รู้สึกอิ่มเอมยิ่งประหนึ่งว่าเขาเหล่านั้นได้ตอบรับสิ่งที่เราแผ่ไปให้แล้วฉันนั้น
สติประคองใจ..
การปฏิบัติเดินจงกรมสลับกับการนั่งสมาธิ..
และสวดมนต์บ้างตลอดทั้งค่ำคืนแห่งรัตติกาลนี้
แลความสงัดเริ่มคืบคลานเข้ามามากขึ้นๆ เสียงสัญญาต่างๆเริ่มทยอยเกิดดับลับราตรีไปเรื่อยๆ
สองเท้ายังคงย่ำเดินต่อไป เสียงนอกสัญญาเกิดขึ้นมาถี่ยิบ จิตเริ่มซ่านจะหลุดออกจากคำบริกรรม..เพียงแค่กำลังจะปรุงแต่งก็ถูกตัดฉับลงไปเสียก่อน
แต่ไม่มั่นคงสงบราบเรียบ มีหลุดคิดบ้างก็ดับวูบลงไปเช่นเดียวกัน
แล้วกลับมาสงบราบเรียบอีกครา ทางเดินจงกรมที่ไร้การปรุงแต่ง
และถูกควบคุมประคับประคองโดยสติก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ในราตรีนี้ มันบอกกับตนเองว่า
ที่กลัวเพราะ ปรุงแต่ง ถ้าไม่ปรุงแต่งก็จะไม่เกิดความกลัว จริงดังนั้นเอง
เหตุของความกลัว เกิดจากการปรุงแต่งของจิต
เมื่อดับที่ต้นเหตุความกลัวก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ฉันใดก็ฉันนั้นแล
ยอมรับ…
เมื่อนั่งสมาธิดูลมหายใจ
“ทุกขเวทนา” รุมเร้าจนลืมพิจารณาความกลัว
ปวดขาร้าวเมื่อยไหล่หลัง หนักที่ขาปวดร้าวลงกล้ามเนื้อรัดรึงตึงกระดูกแน่นบีบอัดซัดโหมโรมรันมาต่อเนื่อง
ขาสั่นดิ๊กๆ จิตตั้งมั่นดูความปวดนั้นไม่ยอมขยับเป็นไงเป็นกัน ตายเป็นตาย จนมันเหนื่อยจึงพักลงในสมาธิเพียงไม่นานนักก็ถอนออกจากสมาธิกลับมาพิจารณาต่อ
ตลอดค่ำคืนก็จะพิจารณาสลับกับการพักลงในสมาธิอยู่เช่นนี้
จากนั้นก็กลับมารู้กายต่อ
ขามันบีบอัดจากซ้ายย้ายมาขวา ปลายเท้าเริ่มชาๆกระตุกเส้นลั่นแล่นสลัดผึงมาถึงขาน่องตะคริวจับกล้ามเนื้อกระจุกอัดกันเป็นก้อนๆเจ็บจี๊ดแทบสลัดขากระเด็น
แต่จิตยังตั้งมั่น “ไม่ถอย ไม่สู้ ไม่หนี” เนิ่นนานพอควรเตือนตนว่ามันไม่ใช่ของเราๆ
มันแล่นกับไปชาที่ปลายเท้าอีกครั้งกระตุกซ้ำ อีกระรอกอย่างไม่มีปรานีวิ่งมาอัดซ้ำที่เดิมสุดบรรยายในครานี้
ไม่เอาแล้ว กายนี้แสนทุกข์ มันไม่อยากเอาอะไรไม่อยากได้อะไรเลยในตอนนั้น
ต่อมาสักพักความปวดมันเริ่มสลัดคลายเบาบางลงไปเรื่อยๆ
สิ่งที่เกิดต่อมาคือเป็นสุข จิตยิ้มหัวเราะอยู่ภายใน
มันเห็นความสุขความทุกข์ขึ้นมาเสมอกัน มีค่าเท่ากัน ดูไปจนความทุกข์ความสุขเริ่มสลาย
จึงเกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากเกิดอีกเลย แล้วเข้ามาสู่ความสงบนิ่งเฉย
การเรียนรู้ยังคงวนเวียนอยู่กับทุกขเวทนาแล้วๆเล่าๆ
อย่างนี้ตลอดทั้งคืน อยู่ที่ทุกข์ สุข เบื่อ เฉย อย่างนั้นนั่นเทียว
กราบขอบพระคุณพระอาจารย์มหาวิเชียร ชินวังโส ครูบาอาจารย์ พี่จุไร ผู้ริเริ่มและเชิญชวน ขอบคุณแม่ชีอึ่ง คุณลุงเจ้าของสวน เพื่อนร่วมทาง และศูนย์จิตตภาวนา บ้านน้ำโจน อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก “ลานธรรมแห่งศรัทธา สร้างปัญญาสู่สัจธรรม”
“กันต์ฤทัย”

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น